อารยธรรมเมารี
การตั้งถิ่นฐานของพวกเมารีในยุคแรก
เมารีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ตามสรีระวิทยา ภาษา และวัฒนธรรมแล้วจัดได้ว่าเป็นพวกหนึ่งของกลุ่มโพลินิเชียน ซึ่งได้เข้าครอบครองส่วนใต้ของหมู่เกาะโพลินิเชียนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กินบริเวรทางตอนเหนือถึงหมู่เกาะฮาวายไปจนสุดเกาะฮีสเตอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเผ่าเมารีนั้นมาจากตาฮิติ ได้เดินทางมาถึงประเทศนิวซีแลนด์ทางเกาะคุก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งนี้มีหลักฐานปรากฎมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ถกเถียงกันว่า เมารีได้เข้ามาสู่เกาะนิวซีแลนด์ มิใช่ว่าเข้ามาสำรวจอย่างมีแผนการ แต่เป็นโดยความบังเอิญมากกว่า ชาวเมารีเรียกหมู่เกาะนิวซีแลนด์นี้เป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa ซึ่งแปลว่า “ดินแดนแห่งเมฆขาวที่ยาวไกล”
เมารีเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนพื้นเมืองที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ ตามสรีระวิทยา ภาษา และวัฒนธรรมแล้วจัดได้ว่าเป็นพวกหนึ่งของกลุ่มโพลินิเชียน ซึ่งได้เข้าครอบครองส่วนใต้ของหมู่เกาะโพลินิเชียนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กินบริเวรทางตอนเหนือถึงหมู่เกาะฮาวายไปจนสุดเกาะฮีสเตอร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเผ่าเมารีนั้นมาจากตาฮิติ ได้เดินทางมาถึงประเทศนิวซีแลนด์ทางเกาะคุก การเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งนี้มีหลักฐานปรากฎมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ถกเถียงกันว่า เมารีได้เข้ามาสู่เกาะนิวซีแลนด์ มิใช่ว่าเข้ามาสำรวจอย่างมีแผนการ แต่เป็นโดยความบังเอิญมากกว่า ชาวเมารีเรียกหมู่เกาะนิวซีแลนด์นี้เป็นภาษาเมารีว่า Aotearoa ซึ่งแปลว่า “ดินแดนแห่งเมฆขาวที่ยาวไกล”
บรรพบุรุษของชาวเมารีได้เดินทางจากการสำรวจกระแสน้ำในมหาสมุทร
ทิศทางลม และดวงดาว จากนั้นมีการสร้างเรือแคนูที่เรียกว่า “วากา” บรรทุกสุนัข
หนู เผือก และ มันเทศลงเรือ
เพื่อมุ่งหน้ามายังเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์เมื่อราว ค.ศ. 800 ซึ่งที่นี่เป็นดินแดนสุดท้ายที่ชาวโพลินีเซียได้ค้นพบและเข้าครอบครอง อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยครอบครอง
โดยพวกเขาอาศัยรวมกันเป็นเผ่าซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆแต่เดิมมีการดำรงชีพโดยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ เช่น แมวน้ำ
และนกยักษ์ที่มีชื่อโมอา (Moa) มีการตกปลา
ยิงนก และหาหอย อีกทั้งเมารียังมีความชำนาญในการแกะสลัก และการต่อเรือ
ต่อมาเมื่อนกโมอาและนกบินไม่ได้ขนาดใหญ่ชนิดอื่นๆสูญพันธุ์ไปจนหมดเมื่อราว 600
ปีก่อน ทำให้ชาวเมารีหันมาเพาะปลูกและทำกสิกรรม
แต่ในขณะเดียวกันการที่ปริมาณอาหารลดน้อยลงก็ทำให้เผ่าต่าง ๆ
เริ่มทำสงครามต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันมากขึ้น จนแต่ละหมู่บ้านต้องสร้างป้อมค่ายล้อมรอบเพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม
เนื่องด้วยสังคมที่มีการจัดระเบียบและการป้องกันอย่างเข้มแข็งนี้เอง ที่มีส่วนช่วยในการคุ้มกันชาวเมารีในช่วงที่ชาวผิวขาวเริ่มอพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ในค.ศ. 1820 โดยชาวเมารีจำนวนมากได้รับการศึกษาและรู้จักฝึกฝนใช้อาวุธปืนแบบชาวผิวขาว และต่อมาดินแดนริมฝั่งทะเล ที่ชาวเมารีเคยครอบครองถูกซื้อ โดยมีการแลกเปลี่ยนกับอาวุธ สิ่งของเครื่องใช้ จากชาวผิวขาว และเมื่อชาวเมารี มีอาวุธที่ทันสมัยในการครอบครอง ก็ ทำให้เมารีต่างเผ่า หันมาทำสงครามกันเอง อย่างต่อเนื่อง จนประชากรเมารีลดน้อยลง อย่างน่าใจหาย ประกอบกับในปีค.ศ. 1840 ได้มีเชื้อโรค จากชาวผิวขาว โดยเฉพาะหวัด และกามโรคเข้ามา เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกันทำให้เชื้อโรคเหล่านี้คร่าชีวิตชาวเมารี ทั้งชายและหญิง ไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กัปตันวิลเลียม ฮอบสัน (William Hobson) เข้ามาดูแล
และได้เจรจาเกลี้ยกล่อม ให้หัวหน้าเผ่าเมารี 45 คน
ในเวลานั้น มาทำสัญญาสงบศึกกันที่ "ไวตังกิ" (Waitangi) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1840 ซึ่งปัจจุบันถือเป็น "วันชาติของนิวซีแลนด์" (Waitangi
Day) โดยสนธิสัญญาไวตังกินี้ นอกจากจะเป็นการสงบศึก
ระหว่างเมารีต่างเผ่าแล้ว ยังเป็นการพยายาม ขจัดข้อขัดแย้งระหว่างเมารี
กับชนผิวขาวที่เกิดขึ้นอีกด้วย
สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นการรับทราบในกรรมสิทธิ์ที่ดินของชาวเมารีโดยแลกกับการที่ชาวเมารีจะยอมรับอำนาจอธิปไตยของอังกฤษ
ทว่าสนธิสัญญาดังกล่าวมักถูกละเมิดโดยฝ่ายผู้อพยพชาวผิวขาวที่เข้ามาบุกรุกที่ดินของชาวเมารีเสมอ
ความขัดแย้งได้ขยายความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ของเกาะเหนือของนิวซีแลนด์จนกลายเป็นสงครามต่อต้านชนต่างชาติบนเกาะเหนือ
ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1845
โดยพวกเมารีได้ยกพลเข้าต่อสู้กับผู้รุกรานชาวผิวขาวอย่างดุเดือด
ถึงแม้ชาวผิวขาวจะมีอาวุธที่ทันสมัย แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการทำสงครามกองโจร
ทั้งยังรู้จักการสร้างป้อมค่ายตั้งรับข้าศึก
และเมื่อถูกชาวผิวขาวยิงปืนใหญ่เข้าถล่ม พวกนักรบเมารีก็จะหลบลงไปซ่อนในหลุมที่ขุดเตรียมไว้
ก่อนจะกรูกันออกมาโจมตีเมื่อได้โอกาส ความขัดแย้งนี้ ก็ยังคงมีอยู่ จนถึงปี ค.ศ.1872
และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ของชาวเมารี ซึ่งมีทั้งกำลังคน
และกำลังอาวุธที่น้อยกว่า
เนื่องจากชนผิวขาว ที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนแต่เป็นบุคคลที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตของชนผิวขาว เริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิม ก็ให้การยอมรับนับถือ เปรียบเสมือนเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ความขัดแย้งระหว่างเมารี กับคนขาวจึงค่อย ๆ จางหายไป ประกอบกับการแต่งงานระหว่างคนขาว กับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชากรเมารีมีจำนวนมากกว่า 400,000 คน และส่งผลให้มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม ปัจจุบันประชากรเมารี มีอยู่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด
เนื่องจากชนผิวขาว ที่อพยพเข้าสู่นิวซีแลนด์ ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ล้วนแต่เป็นบุคคลที่รักสงบ และด้วยสภาพธรรมชาติ ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ชีวิตของชนผิวขาว เริ่มเข้าที่เข้าทาง ชนพื้นเมืองเมารีดั้งเดิม ก็ให้การยอมรับนับถือ เปรียบเสมือนเป็นผู้คนที่ทัดเทียมกัน ความขัดแย้งระหว่างเมารี กับคนขาวจึงค่อย ๆ จางหายไป ประกอบกับการแต่งงานระหว่างคนขาว กับเมารีก็เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชากรเมารีมีจำนวนมากกว่า 400,000 คน และส่งผลให้มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม ปัจจุบันประชากรเมารี มีอยู่ประมาณร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด
ในปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่
ในนิวซีแลนด์เป็นชาวยุโรป ซึ่งถูกชนเผ่าเมารีเรียกว่า"ปาเคฮา" (Pakeha) โดยชาวอังกฤษ เป็นพวกแรก ๆ ที่เริ่มอพยพ
เข้ามาอาศัย และตั้งถิ่นฐานของตนในช่วง 200 ปี ที่ผ่านมา หลังจากนั้น
ในช่วงศตวรรษที่แล้ว ชาวจีนเริ่มเข้ามาบุกเบิกในนิวซีแลนด์ ตามมาด้วยสแกนดิเนเวีย
เยอรมัน กรีก อิตาลี อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน นิวซีแลนด์ มีเมืองหลวงชื่อ
"กรุงเวลลิงตัน" (Wellington) มีเมืองสำคัญ ๆ
อย่าง เมืองโอ๊คแลนด์ หรือ เกาะเหนือ (Auckland) ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด
ในประเทศ เมืองไครสต์เชิร์ช (Christchourch) เมืองดันเนอดิน
(Dunedin)(เกาะใต้)ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการคือ
ภาษาอังกฤษและภาษาเมารี ปกครองรูปแบบประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา และแม้ว่าปัจจุบัน
นิวซีแลนด์จะมีสถานะ เป็นประเทศเอกราช แต่ยังคงอยู่ในการปกครอง ของเอกภพอังกฤษ
โดยมีองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ แห่งอังกฤษ เป็นประมุขในการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ และผู้สำเร็จราชการแทน
จากอังกฤษประจำนิวซีแลนด์
ด้านวัฒนธรรมเผ่าเมารี
คนต่างชาติจะต้องไม่เข้าไปในสถานประกอบพิธีทางศาสนาและพิธีการต่างๆ Marae ของชาวเมารีโดยไม่ได้รับเชิญก่อนในพิธีในพิธีต่างๆของเผ่าเมารี ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะนั่งแยกต่าง หากจากกันห้ามรับประทานอาหารใน Marar ชนเผ่าเมารีมีวิธีการต้อนรับ โดยการใช้จมูกแบะหน้าผากจรดกัน เรียกว่า Hongi Haka (ฮากา) คือ การเต้นรำก่อนทำศึกของนักรบเมารี ปัจจุบันหาดูได้ในงานแสดงศิลปวัฒนธรรม และนักรักบี้ทีมชาตินิวซีแลนด์จะเต้นฮากาก่อนแข่งขันกับทีมต่างชาติทุกครั้ง
คนต่างชาติจะต้องไม่เข้าไปในสถานประกอบพิธีทางศาสนาและพิธีการต่างๆ Marae ของชาวเมารีโดยไม่ได้รับเชิญก่อนในพิธีในพิธีต่างๆของเผ่าเมารี ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงจะนั่งแยกต่าง หากจากกันห้ามรับประทานอาหารใน Marar ชนเผ่าเมารีมีวิธีการต้อนรับ โดยการใช้จมูกแบะหน้าผากจรดกัน เรียกว่า Hongi Haka (ฮากา) คือ การเต้นรำก่อนทำศึกของนักรบเมารี ปัจจุบันหาดูได้ในงานแสดงศิลปวัฒนธรรม และนักรักบี้ทีมชาตินิวซีแลนด์จะเต้นฮากาก่อนแข่งขันกับทีมต่างชาติทุกครั้ง
ประเพณีของชาวเมารี
ประเพณีของชาวเมารีเป็นแบบเดียวกันกับพวกฮาวาย แต่ปัจจุบันนี้ประเพณีแบนี้นี้ยัง ปฏิบัติกันในหมู่เกาะโซไซตี้ (Society Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะดั้งเดิมของพวกเมารี ตามที่ปรากฏในนิยายปรัมปราว่า วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของพวกเมารีชื่อว่า เมาอี (Maoi) ได้แล่นเรือไปจับปลาไกลถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โดยการใช้ขากรรไกรของย่าของเขาทำเป็นเบ็ด และสำหรับชาวฮาวายแล้วพูดกันว่า หัวหน้าคูเป (Kupe) ซึ่งมีผิวสีน้ำตาลเป็นนักผจญภัยแบบเดียวกับโฮเดสซีอุส (Hodesseus) ของกรีกได้กลับมาเล่าให้ประชาชนของตนฟังถึงการเดินทางอันน่าตื่นเต้นว่าได้ ไปค้นพบแหล่งที่จับปลาของพวกเมารีอีกครั้งหนึ่ง
ประเพณีของชาวเมารีเป็นแบบเดียวกันกับพวกฮาวาย แต่ปัจจุบันนี้ประเพณีแบนี้นี้ยัง ปฏิบัติกันในหมู่เกาะโซไซตี้ (Society Island) ซึ่งเป็นหมู่เกาะดั้งเดิมของพวกเมารี ตามที่ปรากฏในนิยายปรัมปราว่า วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของพวกเมารีชื่อว่า เมาอี (Maoi) ได้แล่นเรือไปจับปลาไกลถึงเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ โดยการใช้ขากรรไกรของย่าของเขาทำเป็นเบ็ด และสำหรับชาวฮาวายแล้วพูดกันว่า หัวหน้าคูเป (Kupe) ซึ่งมีผิวสีน้ำตาลเป็นนักผจญภัยแบบเดียวกับโฮเดสซีอุส (Hodesseus) ของกรีกได้กลับมาเล่าให้ประชาชนของตนฟังถึงการเดินทางอันน่าตื่นเต้นว่าได้ ไปค้นพบแหล่งที่จับปลาของพวกเมารีอีกครั้งหนึ่ง
หลักฐานทางโบราณคดี
เชื่อได้ว่าพวกเมารีตอนต้นๆ ดำเนินชีวิตด้วยวิธีการล่าสัตว์ และการจับปลาเป็นอาหาร
พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นพวกล่านกเมา ต่อมาเมารีส (Maoris) เนื่องจากชนเผ่าเมารีชอบที่จะล่านกไม่มีปีกขนาดใหญ่เป็นประจำ
ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 14 พวกเมารีเริ่มจะขยับขยายลงมาทางเกาะใต้
เนื่องจากนกเมาเริ่มขาดแคลน พวกเมารีจึงจำเป็นต้องหาอาหารอย่างแร้นแค้น
และต้องลงมาอยู่รวมกันในพื้นที่อบอุ่นกว่าเดิมในเกาะเหนือ
เพื่อที่จะหาทางเพาะปลูกมันฝรั่งแบบหวาน ซึ่งเรียกเป็นภาษาถิ่นพื้นเมือง คุมารา (Kumara)
ได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
พวกนี้ก็ยังเป้นพวกกึ่งเร่ร่อนอยู่ตามเดิม แบ่งออกเป็นหน่วยสังคมย่อยๆ หลายหน่วย ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการจับนกตามพุ่มไม้เป็นอาหารและจับปลาในแม่น้ำ
ทะเลสาบ และทะเล
กัปตันคุดได้สำรวจจำนวนของพวกเมารีตามการคาดคะเนของตนว่ามีแค่เพียง 240,000
คนเท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางชายฝั่งทางทะเลตอนเหนือของเกาะ
ตำนานเมารี
ที่นิวซีแลนด์ธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด 2 แห่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติเวสต์แลนด์ ได้แก่ธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟ (Franz Joseph Glacier) และธารน้ำแข็งฟ็อกซ์(Fox Glacier)เดิมแล้วชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟแห่งนี้ว่า “คา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร” (Ka Roimata o Hine Hukatere) แปลว่า “น้ำตาแห่งสตรีหิมะ” โดยตามตำนานได้เล่าว่ามีสตรีหิมะผู้หนึ่งชื่อว่า “ฮีเน่ ฮูกาเทเร่” ชื่นชอบการปีนภูเขามากๆ จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกันแต่เมื่อปีนขึ้นไปจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วนั้น ชายคนรักของเธอก็พลัดตกภูเขาเสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศกเสียใจมาก เธอจึงร้องให้ออกมาเสียน้ำตามาก มายมหาศาล ท้ายที่สุดน้ำตามากมายมหาศาลที่ใหลลงจากภูเขานั้นก็กลายเป็นธารน้ำแข็งไปตลอดกาล
ที่นิวซีแลนด์ธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงมากที่สุด 2 แห่งภายในเขตอุทยานแห่งชาติเวสต์แลนด์ ได้แก่ธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟ (Franz Joseph Glacier) และธารน้ำแข็งฟ็อกซ์(Fox Glacier)เดิมแล้วชาวเมารีเรียกธารน้ำแข็งฟรานโจเซฟแห่งนี้ว่า “คา รอยมาทา โอ ฮีเน ฮูกาเทเร” (Ka Roimata o Hine Hukatere) แปลว่า “น้ำตาแห่งสตรีหิมะ” โดยตามตำนานได้เล่าว่ามีสตรีหิมะผู้หนึ่งชื่อว่า “ฮีเน่ ฮูกาเทเร่” ชื่นชอบการปีนภูเขามากๆ จึงได้ชวนคนรักของเธอไปด้วยกันแต่เมื่อปีนขึ้นไปจนใกล้จะถึงยอดเขาแล้วนั้น ชายคนรักของเธอก็พลัดตกภูเขาเสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศกเสียใจมาก เธอจึงร้องให้ออกมาเสียน้ำตามาก มายมหาศาล ท้ายที่สุดน้ำตามากมายมหาศาลที่ใหลลงจากภูเขานั้นก็กลายเป็นธารน้ำแข็งไปตลอดกาล
หลักการทางประวัติศาสตร์
What: อารยธรรมเมารี
Where: ประเทศนิวซีแลนด์
Who: ชาวโพลินีเซีย
When: ราวปี ค.ศ.800
Why: เป็นการสำรวจดินแดนแห่งใหม่ และเพื่ออพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
How: บรรพบุรุษของชาวเมารีได้เดินทางจากการสำรวจกระแสน้ำในมหาสมุทร ทิศทางลม และ ดวงดาว จากนั้นมีการสร้างเรือแคนู เพื่อมุ่งหน้ามายังเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น